ส่วนประกอบเมล็ดมะม่วงหิมะพานต์ เมล็ดดิบ 100 กรัม

ใบมะม่วงหิมพานต์
ผลงานวิจัยยอดอ่อนมะม่วงหิมพานต์มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง
มิถุนายน 14, 2018
ไก่ผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์และวิธีทำ
มิถุนายน 29, 2018

คุณค่าทางโภชนาการเมล็ดมะม่วงหิมะพานต์ (เมล็ดดิบ 100 กรัม)

น้ำ กรัม 5.20
พลังงาน กิโลแคลอรี่ 553
โปรตีน กรัม 18.22
ไขมัน กรัม 43.85
คาร์โบไฮเดรต กรัม 30.19
เส้นใย กรัม 3.3
น้ำตาลทั้งหมด กรัม 5.91
Minerals
แคลเซียม มิลลิกรัม 37
เหล็ก มิลลิกรัม 6.68
แมกนีเซียม มิลลิกรัม 292
ฟอสฟอรัส มิลลิกรัม 592
โพแทสเซียม มิลลิกรัม 660
โซเดียม มิลลิกรัม 12
สังกะสี มิลลิกรัม 5.783
Vitamins
วิตามิน C มิลลิกรัม 0.5
ไทอะมีน มิลลิกรัม 0.423
ไรโบฟลาวิน มิลลิกรัม 0.058
ไนอะซีน มิลลิกรัม 1.062
วิตามิน B-6 มิลลิกรัม 0.417
โฟเลต ไมโครกรัม 25
วิตามิน B-12 ไมโครกรัม 0.00
วิตามิน A, RAE ไมโครกรัม 0.00
วิตามิน A, IU IU 0.00
วิตามิน E มิลลิกรัม 0.90
วิตามิน D (D2 + D3) ไมโครกรัม 0.0
วิตามิน K ไมโครกรัม 34.1
Lipids
กรดไขมันอิ่มตัวทั้งหมด กรัม 7.783
กรดไขมันอิ่มตัว ชนิดสายเดี่ยวทั้งหมด กรัม 23.797
กรดไขมันอิ่มตัว ชนิดหลายสายทั้งหมด กรัม 7.845
คอลเลสเตอรอล มิลลิกรัม 0
Caffeine มิลลิกรัม 0

ที่มา : USDA Nutrient Database

เม็ดมะม่วงหิมพานต์ ของว่างเปี่ยมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ

เม็ดมะม่วงหิมพานต์ เมล็ดพืชแหล่งโปรตีนและไขมันดีต่อสุขภาพที่หลายคนเชื่อว่าอาจช่วยลดความเสี่ยงจากโรคเรื้อรังบางชนิดได้ เช่น โรคอ้วนลงพุง โรคหัวใจและหลอดเลือด เป็นต้น โดยส่วนที่นำมาบริโภคเป็นส่วนปลายของผลและเนื้อที่รับประทานจะอยู่ในสุดของเมล็ด คนทั่วไปนิยมรับประทานเป็นของกินเล่นหรือใช้เป็นส่วนประกอบในเมนูอาหารและขนมหวานต่าง ๆ

เม็ดมะม่วงหิมพานต์อุดมไปด้วยสารอาหารที่ดีต่อร่างกาย เช่น วิตามินเค วิตามินอี วิตามินบี 6 ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม ตลอดจนสารต้านอนุมูลอิสระประสิทธิภาพสูง จึงเชื่อว่าเมล็ดพืชชนิดนี้อาจมีสรรพคุณรักษาโรคได้ โดยส่วนอื่น ๆ ของต้น ใบยอดอ่อน ผลเนื้อแดงหรือผลเนื้อเขียวของมะม่วงหิมพานต์ ก็นำไปใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมอื่น ๆ ได้ด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม มีหลักฐานทางการแพทย์บางส่วนที่พิสูจน์สรรพคุณของเม็ดมะม่วงหิมพานต์ในแง่ของประโยชน์ต่อสุขภาพด้านต่าง ๆ ดังนี้

ลดความเสี่ยงจากโรคอ้วนลงพุง

อ้วนลงพุงหรือภาวะเมแทบอลิกซินโดรมเป็นกลุ่มอาการผิดปกติที่มีภาวะหลายอย่างเกิดร่วมกัน ได้แก่ ไขมันในช่องท้องสูงกว่าปกติ ไขมันในเลือดผิดปกติ การเผาผลาญน้ำตาลผิดปกติ และความดันโลหิตสูง เม็ดมะม่วงหิมพานต์ประกอบไปด้วยกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่เชื่อว่าช่วยเสริมการทำงานของหลอดเลือด ลดไขมันในเลือด และส่งผลดีต่อการควบคุมระดับน้ำตาล จึงเกิดงานวิจัยที่ศึกษาประสิทธิผลด้านการลดไขมันจากการรับประทานเม็ดมะม่วงหิมพานต์ในกลุ่มอาสาสมัครชายหญิงที่มีระดับไขมันชนิดไม่ดีค่อนข้างสูงเป็นเวลา 28 วัน พบว่าเม็ดมะม่วงหิมพานต์ช่วยลดระดับไขมันรวมและไขมันชนิดไม่ดี แต่ไม่ส่งผลต่อระดับไขมันชนิดดีและไตรกลีเซอไรด์เมื่อเปรียบเทียบกับการรับประทานมันฝรั่งทอด อย่างไรก็ตาม มีงานวิจัยก่อนหน้านี้ที่พบว่าการบริโภคเม็ดมะม่วงหิมพานต์ไม่ใส่เกลือเป็นเวลา 8 สัปดาห์กลับส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มสูงขึ้น แต่ไม่พบการเปลี่ยนแปลงของตัวบ่งชี้อื่น ๆ ที่ใช้ในการประเมินโรคอ้วนลงพุงเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้รับประทานเม็ดมะม่วงหิมพานต์หรือเมล็ดพืชชนิดใด ๆ

แม้ข้อมูลข้างต้นแสดงให้เห็นว่าเม็ดมะม่วงหิมพานต์อาจช่วยลดปัจจัยเสี่ยงบางด้านที่นำไปสู่การเกิดโรคอ้วนลงพุงได้ แต่งานค้นคว้ามักเป็นการทดลองขนาดเล็กและงานวิจัยบางส่วนก็มีผลลัพธ์ที่โต้แย้งกัน จึงควรมีการศึกษาเพิ่มเติมต่อไป วิธีดูแลตนเองให้ห่างไกลจากกลุ่มอาการอ้วนลงพุงควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ควบคุมน้ำหนัก และควบคุมการรับประทานอาหารไปด้วย

 

เกี่ยวกับการสมานแผล

หลังเกิดบาดแผล มักมีอาการอักเสบ บวม แดงที่อาจลุกลามจนทำให้แผลหายช้าและสร้างความเจ็บปวดได้ เม็ดมะม่วงหิมพานต์มีสารต้านอนุมูลอิสระที่อาจช่วยบรรเทาอาการอักเสบหรือช่วยให้แผลสมานตัวและหายเร็วขึ้น

มีงานวิจัยหนึ่งค้นคว้าในห้องทดลองแล้วพบว่า สารสกัดจากเปลือกเม็ดมะม่วงหิมพานต์ที่คนมักนำมารักษาโรคผิวหนัง รอยแตกบริเวณเท้า และแผลจากมะเร็งนั้น มีฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของแบคทีเรียบางชนิด เพราะมีสารประเภทฟีนอล (Phenol) ที่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระและอาจส่งผลดีต่อการฟื้นฟูบาดแผลให้หายเร็วขึ้น เช่น กรดอนาคาร์ดิก (Anacardic Acid) คาร์ดอล (Cardol) เมทิลคาร์ดอล (Methylcardol) เป็นต้น

แม้งานวิจัยเหล่านี้อาจเป็นแนวทางในการผลิตยาสมานแผลจากเม็ดมะม่วงหิมพานต์ในอนาคตได้ แต่ต้องมีการค้นคว้าเพิ่มเติมถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัยอีกมาก โดยเฉพาะการทดลองนำมาใช้กับคน ผู้ที่มีบาดแผลจึงควรรับการรักษาอย่างเหมาะสมภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร จนกว่าจะมีข้อมูลการประยุกต์ใช้ประโยชน์จากเม็ดมะม่วงหิมพานต์เพื่อการสมานแผลในลักษณะใด ๆ อย่างชัดเจนต่อไป

การบริโภคเม็ดมะม่วงหิมพานต์อย่างปลอดภัย

โดยทั่วไป การรับประทานเม็ดมะม่วงหิมพานต์เป็นอาหารหรือของว่างค่อนข้างปลอดภัยต่อร่างกาย แต่ยังไม่มีการแนะนำให้บริโภคหรือใช้เม็ดมะม่วงหิมพานต์เพื่อการรักษาโรคใด ๆ เป็นหลัก เนื่องจากไม่มีหลักฐานทางการแพทย์เพียงพอที่จะยืนยันถึงความปลอดภัยและประสิทธิภาพของเมล็ดพืชชนิดนี้

แม้ว่าเม็ดมะม่วงหิมพานต์มีสารอาหารหลายชนิด แต่ก็มีไขมันมากและให้พลังงานสูงด้วยเช่นกัน การบริโภคเม็ดมะม่วงหิมพานต์จึงควรคำนึงถึงสุขภาพเป็นสำคัญ ควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม และระมัดระวังในการบริโภคสารปรุงแต่งที่ถูกเพิ่มลงไปในผลิตภัณฑ์แต่ละชนิด เช่น เกลือ เนย หรือน้ำตาล นอกจากนั้น การสัมผัสกับเม็ดมะม่วงหิมพานต์ที่ไม่ผ่านความร้อนหรือการปรุงสุกมาก่อนอาจก่อให้เกิดอาการระคายเคืองต่อผิวหนังได้ ดังนั้น ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญก่อนรับประทานอาหาร อาหารเสริม หรือสารใด ๆ จากเม็ดมะม่วงหิมพานต์เสมอ เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค

ส่วนผู้ที่มีปัญหาสุขภาพ ควรเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษในการบริโภคเม็ดมะม่วงหิมพานต์ โดยเฉพาะบุคคลในกลุ่มต่อไปนี้

  • หญิงตั้งครรภ์หรือผู้ที่ให้นมบุตร การรับประทานเม็ดมะม่วงหิมพานต์จากอาหารมีความปลอดภัย แต่ไม่ควรรับประทานในปริมาณมากเพื่อหวังผลทางการรักษาโรค เนื่องจากไม่มีข้อมูลด้านความปลอดภัยที่เพียงพอ
  • ผู้ที่แพ้ถั่วหรือสารเพคติน (Pectin) ผู้ที่แพ้เพคตินซึ่งเป็นสารที่อยู่ในพืช รวมทั้งถั่วและเมล็ดพืชบางชนิด เช่น พิสตาชิโอ อัลมอนด์ ฮาเซลนัท ถั่วลิสง เป็นต้น อาจแพ้เม็ดมะม่วงหิมพานต์ได้เช่นกัน ดังนั้น ผู้ที่มีประวัติอาการแพ้ดังกล่าวควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานเสมอ
  • ผู้ป่วยเบาหวาน เม็ดมะม่วงหิมพานต์อาจส่งผลให้ระดับน้ำตาลเพิ่มสูงขึ้น ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่รับประทานเม็ดมะม่วงหิมพานต์ควรหมั่นตรวจระดับน้ำตาลในเลือดเป็นประจำ และแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนบริโภคเสมอ เนื่องจากผู้ป่วยอาจต้องปรับเปลี่ยนการใช้ยารักษา
  • ผู้ที่เข้ารับการผ่าตัด เนื่องจากเม็ดมะม่วงหิมพานต์อาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ ดังนั้น ผู้ที่ต้องเข้ารับการผ่าตััดควรหยุดรับประทานเม็ดมะม่วงหิมพานต์อย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนวันผ่าตัด

ที่มา https://www.pobpad.com/เม็ดมะม่วงหิมพานต์-ของว

สอบถามได้นะคะ
Loading...